วิตามินอี มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผมได้อย่างไร ?

0
250
วิตามินอี
วิตามินอี

วิตามินอี ช่วยแก้ผมร่วงได้จริงหรือ?
ต้องบอกก่อนเลยว่าวิตามินอีสามารถช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้จริงๆ บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับวิตามินอีว่าทำไมมันถึงช่วยแก้ผมร่วงได้

ผมร่วงเป็นปัญหาที่เราหลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี การที่ผมร่วงเป็นกำ ๆ เป็นปัญหาที่เรามักจะพบกันเป็นครั้งคราว แต่ในบางกรณีเป็นอย่างถาวร คงจะเป็นเรื่องที่เมื่อมีใครบอกว่าเคยมีผมที่ดกหนาและงดงาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมกลับบางลง เพราะฉะนั้นเราคงจะหนีความจริงไม่พ้นว่า หากเราไม่เอาใจใส่ดูแลเส้นผมของเรา มันก็จะไม่ดูแลเอาใจใส่เราเช่นกัน

มันไม่ง่ายเลยที่เราจะหยุดปัญหาผมร่วง มีหลายวิธีในการรักษาที่บอกว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่กลับมีเพียงน้อยนิดที่ได้ผลจริง การใช้วิตามินอีก็เป็นวิธีการหนึ่ง เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระ ซึ่งหมายความว่า วิตามินอี จะเป็นเกราะป้องกันสารอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลล์เส้นผมและหนังศีรษะของเราได้

วิตามินอี มีชื่อทางเคมีว่า แอลฟ่าโทโคฟีรอล (alpha-tocopherol) ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีประโยชน์ต่อสุขภาพและความงามอย่างมากมายอย่าง เช่น ลดความหยิกงอ ความแห้ง และความไม่มีชีวิตชีวาของเส้นผม อีกทั้งยังทำให้เส้นผมเปล่งประกาย

วิตามินอีนั้นดีต่อเส้นผมของคุณหรือไม่ ?

บอกได้คำเดียวเลยว่าใช่ครับ! เราทุกคนต่างก็รู้กันดีกว่าหนังศีรษะที่แข็งแรงเป็นรากฐานสำหรับการมีเส้นผมที่มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งสุขภาพของหนังศีรษะสามารถบอกได้จากหลายสิ่ง เช่น ระดับ pH, การผลิตน้ำมัน, การหมุนเวียนของเลือดไปที่หนังศีรษะ รวมถึงสุขภาพของรูขุมขน วิตามินอีจะช่วยทำให้ปัจจัยเหล่านี้มีความสมดุล และทำให้มั่นใจได้ว่าเส้นผมจะงอกออกมาอย่างแข็งแรงและมีสุขภาพดี เราสรุปประโยชน์ของวิตามินอีได้เป็นดังนี้

วิตามินอีกับประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม

  1. ปรับปรุงระบบการไหลเวียนของเลือด
    วิตามินอี
     จะช่วยขยายหลอดเลือดเพื่อให้สารต่าง ๆ ผ่านได้ง่ายขึ้น และช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้อย่างราบรื่น เมื่อเรานวดหนังศีรษะด้วยน้ำมันวิตามินอีจะช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดการบำรุงรูขุมขนอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยการล้างพิษในส่วนโคนผมที่เสียหายจากภาวะไม่สมดุลระหว่างอนุมูลอิสระ (oxidative stress) มันจะช่วยให้รูขุมขนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เส้นผมเจริญเติบโต
  2. ทำให้การผลิตน้ำมัน และระดับ pH เป็นปกติ
    โดยปกติแล้วสาเหตุหลักของผมร่วงของคือ การผลิตน้ำมันบนหนังศีรษะมากเกินไป หรือระดับ pH บนหนังศีรษะไม่สมดุล เมื่อใดที่หนังศีรษะแห้งต่อมไขมันจะถูกผลักดันให้ทำงานมากเกินไป แล้วผลิตน้ำมันมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้ไปอุดตันรูขุมขนแล้วก่อให้เกิดปัญหา เช่น มีอาการคัน และมีรังแค สุดท้ายผมก็จะร่วง น้ำมันวิตามินอีไปต้านสิ่งนี้โดยให้ความชุ่มชื้น จึงทำให้ต่อมไขมันที่มีความกระตือรือร้นมากจนเกินไปสงบลงได้ และระดับ pH เกิดความสมดุลขึ้น
  3. มีฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
    วิตามินอีเป็นที่รู้จักในเรื่องของการมีฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวสร้างความเสียหายกับเส้นผม และหนังศีรษะ มันจะทำให้รูขุมขนไม่ถูกทำลายขณะที่ควบคุมไม่ให้เส้นผมขาด และแตกปลายพร้อมกันไปด้วย
  4. ช่วยปรับสภาพเส้นผม
    วิตามินอีมีคุณสมบัติในการให้ความนุ่มลื่นสูง ซึ่งหมายความว่ามันสามารถเคลือบความชุ่มชื้นเข้าไปในเส้นผม เพื่อช่วยปรับสภาพ หากใช้เป็นประจำจะช่วยจัดการกับเส้นผมที่แห้งให้เป็นเส้นผมที่แข็งแรง นุ่มลื่น และเงางาม
- Advertisement -

การขาดวิตามินชนิดนี้ อาจเป็นสาเหตุให้เส้นผมมีสุขภาพที่ไม่ดีแต่ข่าวดีคือ มันสามารถพบได้ในแหล่งอาหารมากมายจึงสามารถรับวิตามินชนิดนี้จากการรับประทานอาหารได้ เราสามารถใช้วิตามินอีเพื่อสร้างการเจริญเติบของเส้นผมได้ด้วยวิธีต่าง ๆ มากมาย ดังต่อไปนี้

ใช้ วิตามินอี อย่างไรเพื่อการเจริญเติบโตของเส้นผม

  1. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย วิตามินอี
    นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะนำวิตามินอีเข้าไปในสูตรการบำรุงผม สำหรับการเจริญเติบโตของเส้นผม การบำรุงจากภายในก็มีความสำคัญไม่แพ้การบำรุงจากภายนอก เพราะฉะนั้นเราจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี บางแหล่งอาหารจะเป็นผักสีเขียว เช่น ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่, ถั่ว เช่น ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน เฮเซลนัต แอลมอนด์, น้ำมัน เช่น น้ำมันพืช น้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันมะกอก, ถั่วงอก อโวคาโด ฯลฯ อีกทางเลือกหนึ่งคือ อาหารเสริมที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะพบได้ทั้งในรูปแบบเม็ด และแคปซูล วิตามินอีในรูปแบบเม็ดเป็นที่นิยมในการนำมารักษาผมร่วง แนะนำว่าควรรับประทานโดยเริ่มที่วันละ 400 IU ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ซึ่งไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงด้านลบ เราควรจะทราบไว้ว่าหากรับประทานมากเกินไป (มากกว่าวันละ 1000 IU) อาจทำให้เลือดจาง และเกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ทางระบบเลือดตามมาได้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพก่อนที่จะเริ่มรับประทานอาหารเสริมใด ๆ นอกจากนี้ วิตามินอียังทำงานเสริมฤทธิ์กับวิตามินชนิดอื่น ๆ เช่น อแดปโตเจน (สารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลร่างกาย) และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของเส้นผม
  2. ใช้แชมพูที่มี วิตามินอี เป็นส่วนประกอบ
    แชมพูจำนวนมากถูกคิดค้นให้มีวิตามินอีเพื่อบำรุงเส้นผม เราควรเลือกแชมพูที่ไม่มีซัลเฟต และพาราเบน เพราะจะมีความอ่อนโยนกับเส้นผมมากกว่า และไม่นำเอาน้ำมันตามธรรมชาติออกไปจากเส้นผม และหนังศีรษะ อย่างไรก็ตามเราควรทราบว่าแชมพู ไม่สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมได้โดยลำพัง แต่จะต้องใช้น้ำมัน และใช้มาส์กบำรุงผมที่อุดมไปด้วยวิตามินอีอย่างเป็นประจำ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนด้วย
  3. ใช้น้ำมันวิตามินอี
    วิตามินอีในรูปแบบแคปซูลให้นำมา 10-20 แคปซูลโดยขึ้นกับความยาวของผม ตัดตรงปลายของแคปซูลแล้วเทน้ำมันลงในถ้วย ถ้าน้ำมันหนืดเกินไปให้ผสมกับน้ำมันตัวพา เช่น น้ำมันมะกอก สระผมแล้วทำให้แห้งจากนั้นก็เริ่มแบ่งผมเป็นช่อ ๆ แล้วเริ่มทยอยทาน้ำมันลงไปที่เส้นผม และหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยแชมพูอ่อน ๆ มันจะช่วยฟื้นฟูรูขุมขนที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิม และป้องกันผมขาด ส่วนน้ำมันธรรมชาติที่มีวิตามินอีในปริมาณมาก ได้แก่ น้ำมันอโวคาโด น้ำมันจมูกข้าวสาลี และน้ำมันปาล์ม
  4. ใช้มาส์กบำรุงผมที่มีวิตามินอี
    คุณจำเป็นต้องบำรุงเส้นผมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เส้นผมคงสุขภาพแข็งแรงปราศจากปัญหาใด ๆ วิธีที่ดีที่สุดคือจะต้องดูแลถึงรากผม และนวดด้วยมาส์กบำรุงผมดี ๆ หลังจากนั้นหนังศีรษะที่แข็งแรงก็จะทำให้เส้นผมนั้นแข็งแรงมากขึ้น มาส์กบำรุงหนังศีรษะที่จะช่วยบำรุงเส้นผมจะต้องใช้ส่วนผสม ดังนี้
  • อโวคาโดกึ่งสุก 1 ลูก
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันวิตามินอี ¼ ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการเตรียม และใช้งาน

  1. ปั่นส่วนผสมทั้งหมดรวมกันในเครื่องปั่นจนเป็นเนื้อครีมเหนียว
  2. อย่าให้เนื้อมาส์กมีก้อนใด ๆ เกิดขึ้น
  3. ชโลมมาส์กทั่วเส้นผม และหนังศีรษะ
  4. ทิ้งไว้ 30 นาที
  5. ล้างออกด้วยแชมพู และครีมนวดผม

ทำไมจึงใช้ได้ผล ?
อโวคาโดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งจะช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเส้นผม และยังช่วยรักษาผมที่เสียไปแล้ว  น้ำมันมะกอกช่วยให้เส้นผมนุ่มลื่น เมื่อนำส่วนผสมทั้ง 3 ตัวมารวมกันจะช่วยเปลี่ยนเส้นผมที่หยาบกร้าน แห้ง และหยักงอ ให้กลายเป็นเส้นผมที่นุ่มลื่น และแข็งแรง

ผลข้างเคียงของวิตามินอี
เราจะต้องระหว่างขนาด และความเข้มข้นของวิตามินอีที่ใช้ด้วย เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้ หากพบอาการข้างเคียงใด ๆ ดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์

  1. หนังศีรษะมัน และคันหนังศีรษะ
  2. ผมร่วง
  3. ปวดศีรษะ และเวียนศีรษะ
  4. หนังศีรษะมีรอยแดง
  5. คลื่นไส้อาเจียน (เมื่อใช้เกินขนาด)
  6. ฮอร์โมนไทรอยด์หลั่งผิดปกติ

ปัญหาผมร่วงเป็นปัญหาที่น่าหงุดหงิดใจในชีวิตอย่างไรก็ตาม การรักษาที่ถูกต้องจะช่วยจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว หากคุณเคยประสบกับปัญหาผมร่วง การใช้วิตามินอีในการบำรุงผมอาจเป็นทางออกที่คุณกำลังมองอยู่

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here